
# Unitree Robotics — ผู้นำหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ต้องการแทนมนุษย์ในงาน 4D
60–70% คือสัดส่วนตลาดหุ่นยนต์สี่ขาทั่วโลกที่บริษัทเดียวครองอยู่ และบริษัทนั้นก็คือ Unitree Robotics สตาร์ทอัพจากหางโจวที่เริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของชายคนหนึ่งในปี 2013 ก่อนเติบโตจนมีเครือข่ายธุรกิจครอบคลุมกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลก ในงาน CP Innovation Exposition & Symposium 2025 XiaoLi Chen (Irving Chen) ตัวแทนจาก Unitree ได้ขึ้นเวทีนำเสนอภาพที่กว้างกว่าแค่การขายหุ่นยนต์ นั่นคือการปฏิวัติวิธีที่มนุษย์รับมือกับงานอันตราย
บทความนี้จะพาไปรู้จัก Unitree Robotics อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่จุดกำเนิดในโรงรถสู่การเป็นผู้นำตลาดโลก วิสัยทัศน์ “4D” ที่เป็นหัวใจของบริษัท ไลน์ผลิตภัณฑ์ทั้งหุ่นยนต์สี่ขาและฮิวแมนนอยด์ เทคโนโลยี AI ที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง และกรณีการใช้งานจริงที่กำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม
🎯 สรุปสั้นๆ
- Unitree ครองส่วนแบ่งตลาดหุ่นยนต์สี่ขาทั่วโลกสูงถึง 60–70% และมีเครือข่ายในกว่า 50% ของประเทศทั่วโลก
- วิสัยทัศน์ “4D” (Dull, Dirty, Dangerous, Dear/Difficult) มุ่งส่งหุ่นยนต์แทนมนุษย์ในงานอันตราย ซึ่งคิดเป็น ~5% ของตลาดแรงงานโลก
- Unitree LLM เป็นโมเดล AI โอเพนซอร์สที่ทำให้หุ่นยนต์คิดและคาดการณ์การเคลื่อนไหวได้เอง ไม่ใช่แค่รับคำสั่ง
- บริษัทมุ่งขยายความร่วมมือในไทยและเอเชีย เพื่อผลักดันเทคโนโลยีหุ่นยนต์ให้เข้าถึงได้จริงในระดับภูมิภาค
Unitree Robotics คือใคร? จากโรงรถสู่ผู้นำตลาดโลก
การเติบโตของ Unitree สะท้อนชัดเจนผ่านสายผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาต่อเนื่องไม่หยุด:
| ปี | ผลิตภัณฑ์ | ความสำคัญ |
|---|---|---|
| 2013 | XDog | ต้นแบบแรก จุดเริ่มต้นของวิสัยทัศน์ |
| 2017 | Laikago | หุ่นยนต์สี่ขารุ่นแรกที่เปิดตัวต่อสาธารณะ |
| 2020–2022 | Go1 / Go2 | ซีรีส์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทำให้ตลาดขยายตัว |
| 2023 | H1 | ก้าวสู่ยุค Humanoid Robot อย่างเป็นทางการ |
| 2024 | G1 | Humanoid รุ่นที่สองพร้อมความสามารถที่เพิ่มขึ้น |
| 2025 | R1 | รุ่นล่าสุดที่เปิดตัวในปีนี้ |
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นของ Unitree ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน IP68 ซึ่งหมายความว่าทนทานต่อทั้งฝุ่นและน้ำในระดับสูงสุด พร้อมใช้งานได้จริงในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเหมืองใต้ดิน โรงงานเคมี หรือพื้นที่ภัยพิบัติ
วิสัยทัศน์ 4D: ทำไมหุ่นยนต์ต้องแทนมนุษย์?
4D คืออะไร?
4D คือกรอบความคิดที่อธิบายประเภทของงานที่มนุษย์ไม่ควรต้องเสี่ยงทำอีกต่อไป ประกอบด้วย 4 มิติ:
- Dull (น่าเบื่อ) — งานซ้ำซาก ต้องทำต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น การตรวจสอบท่อส่งก๊าซหรือสายไฟฟ้าแรงสูงเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร
- Dirty (สกปรก/เป็นอันตรายต่อสุขภาพ) — งานที่สัมผัสกับสารเคมี ฝุ่น หรือสภาพแวดล้อมที่ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว เช่น โรงงานเคมีหรือโรงหลอมโลหะ
- Dangerous (อันตราย) — งานที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตโดยตรง เช่น การลาดตระเวนในพื้นที่ขัดแย้ง การดับเพลิงในอาคารสูง หรือการกู้ภัยในเหมืองถล่ม
- Dear/Difficult (มีต้นทุนสูง/ยาก) — งานที่ต้องการทักษะเฉพาะทางสูงมาก หรือมีต้นทุนการดำเนินการที่แพงเกินจริง เช่น การตรวจสอบโครงสร้างสะพานในที่สูง
งานในกลุ่ม 4D คิดเป็น ~5% ของตลาดแรงงานโลก ฟังดูเป็นตัวเลขเล็กน้อย แต่เมื่อคำนวณจากแรงงานทั่วโลกหลายพันล้านคน นั่นหมายถึงผู้คนหลายร้อยล้านชีวิตที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทุกวัน
ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือแนวโน้มที่เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ทั่วโลกหลีกเลี่ยงงานอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน กำลังเผชิญกับการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม การนำหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ไม่ได้หมายความว่า “แย่งงานมนุษย์” แต่คือการส่งหุ่นยนต์เข้าไปในพื้นที่ที่มนุษย์ไม่ควรอยู่ตั้งแต่แรก
ไลน์ผลิตภัณฑ์: หุ่นยนต์สี่ขา vs ฮิวแมนนอยด์
หุ่นยนต์ (Quadruped Robots)

หุ่นยนต์สี่ขาของ Unitree ถูกออกแบบมาเป็น “ม้างาน” ที่แท้จริง สามารถบรรทุกน้ำหนักได้สูงสุด 35–40 กิโลกรัม และทำงานต่อเนื่องได้นานกว่า 3 ชั่วโมง ต่อการชาร์จครั้งเดียว ความสามารถนี้ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงานตรวจสอบในเหมืองใต้ดินที่ต้องเดินทางไกลกว่า 12,000 เมตร ในสภาพแวดล้อมที่มนุษย์เข้าไปได้ยาก
ที่น่าสนใจคือ Unitree กำลังเตรียมเปิดตัว A2 Stellar Explorer ซึ่งจะยกระดับอุตสาหกรรมอีกขั้นด้วยประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวที่เหนือชั้นและความสามารถในการบรรทุกที่สูงขึ้นกว่ารุ่นปัจจุบัน
ฝั่ง Humanoid นั้น Unitree สร้างชื่อเสียงระดับโลกด้วย H1 ที่คว้าชัยชนะในการแข่งขัน First World Humanoid Robot Games อย่างถล่มทลาย โดยกวาดรางวัลไปถึง 7 เหรียญทอง, 3 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง ในการแข่งขันเดียว สมรรถนะที่โดดเด่นของ H1 ได้แก่:
- ความสามารถในการวิ่งและกระโดดในสภาพพื้นที่ขรุขระ
- การทรงตัวอัตโนมัติเมื่อถูกผลักหรือเผชิญแรงกระแทก
- การหยิบจับวัตถุด้วยความแม่นยำสูง
- การปรับตัวแบบ real-time ต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง
ตามมาด้วย G1 ในปี 2024 และ R1 ในปี 2025 ที่ต่างขยายขีดความสามารถออกไปอีก ทำให้ Unitree มีไลน์ Humanoid ที่ครอบคลุมทั้งงานอุตสาหกรรมและงานที่ต้องการความละเอียดอ่อน
เทคโนโลยี AI เบื้องหลัง: Unitree LLM และความท้าทายของข้อมูล
ฮาร์ดแวร์ที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะหัวใจของหุ่นยนต์อัจฉริยะคือ “สมอง” ที่อยู่เบื้องหลัง Unitree ตอบโจทย์นี้ด้วย Unitree LLM โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่บริษัทเปิดเป็น โอเพนซอร์สเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่แตกต่างจากคู่แข่งส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่ทำให้ Unitree LLM พิเศษคือมันไม่ได้ทำให้หุ่นยนต์เพียง “ทำตามคำสั่ง” แต่สามารถ คิดและคาดการณ์การเคลื่อนไหวที่เหมาะสมได้เอง เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน นั่นคือความแตกต่างระหว่างหุ่นยนต์ที่เป็นแค่เครื่องจักร กับหุ่นยนต์ที่มีความสามารถในการปรับตัวแบบมนุษย์
อย่างไรก็ตาม XiaoLi Chen ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาถึงความท้าทายที่ยังแก้ไม่ได้ เขาเปรียบเทียบว่า “ข้อมูลคือเชื้อเพลิง ส่วนโมเดลคือเครื่องยนต์” และตอนนี้วงการกำลังเผชิญกับปัญหาการหาเชื้อเพลิงคุณภาพสูง โดยแต่ละแหล่งข้อมูลมีข้อดีข้อเสียต่างกัน:
- ข้อมูลจริง — แม่นยำสูง แต่เก็บยากและมีต้นทุนสูง
- ข้อมูลจำลอง (Simulation) — สร้างง่าย แต่ยังติดปัญหา Sim-to-Real Gap ทำให้สิ่งที่ทำได้ในโลกเสมือนอาจทำไม่ได้ในโลกจริง
- ข้อมูลสังเคราะห์ — รวดเร็ว แต่ยังขาดความสมจริงในบางมิติ
- ข้อมูลจากการสาธิตของมนุษย์ — คุณภาพสูง แต่เปราะบางและปรับใช้กับสภาพแวดล้อมอื่นได้ยาก
เป้าหมายสูงสุดของ Unitree จึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่คือการสร้างโมเดลที่ เรียนรู้ได้มากขึ้นโดยใช้ข้อมูลน้อยลง และยังทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือในโลกแห่งความเป็นจริงที่ซับซ้อนและคาดเดาไม่ได้
กรณีการใช้งานจริง: จากโรงไฟฟ้าถึงพื้นที่ไฟไหม้
จากวิสัยทัศน์และเทคโนโลยีที่พัฒนามา Unitree ได้นำเสนอแนวทางการใช้งานที่จับต้องได้และกำลังเกิดขึ้นจริงในหลายภาคส่วน ได้แก่:
- การตรวจสอบโรงไฟฟ้า — หุ่นยนต์สี่ขาตรวจสอบอุปกรณ์และท่อส่งพลังงานอย่างต่อเนื่อง ลดความจำเป็นที่คนต้องเข้าไปในพื้นที่แรงดันสูง
- การตรวจสอบโรงงานเคมี — ใช้เซนเซอร์ตรวจจับการรั่วไหลของสารอันตรายก่อนที่มนุษย์จะได้รับผลกระทบ
- การลาดตระเวนชายแดน — ลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความไม่แน่นอนสูง
- การเปิดโอกาสให้ผู้พิการ — สร้างระบบที่ให้ผู้พิการสามารถควบคุมหุ่นยนต์ทำงานจากระยะไกลได้ เปิดโอกาสการจ้างงานในรูปแบบใหม่
ที่น่าประทับใจที่สุดคือแนวคิด Emergency Solutions โดยเฉพาะสำหรับภารกิจดับเพลิง Unitree ได้พัฒนาหุ่นยนต์ภาคพื้นดินที่ติดตั้ง Water Cannon (ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง) เพื่อเข้าไปยังจุดอันตรายแทนนักดับเพลิง ทำให้ทีมกู้ภัยสามารถควบคุมสถานการณ์จากระยะปลอดภัยได้ ดังที่ XiaoLi Chen กล่าวว่า “เรากำลังคิดถึงการใช้แพลตฟอร์มเคลื่อนที่ภาคพื้นดินเพื่อเข้าไปแทนที่นักดับเพลิง โดยให้หุ่นยนต์ที่ติดตั้งปืนฉีดน้ำแรงดันสูงบุกเข้าไปในอาคาร” นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าเทคโนโลยีสามารถใช้ปกป้องชีวิตผู้เสียสละได้อย่างแท้จริง
ข้อดีและข้อเสีย
| ✅ ข้อดี | ❌ ข้อเสีย |
|---|---|
| ครองตลาดหุ่นยนต์สี่ขาโลกถึง 60–70% สะท้อนความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งานจริงทั่วโลก | ปัญหา Sim-to-Real Gap ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การ deploy ในโลกจริงซับซ้อนกว่าที่ทดสอบในแล็บ |
| Unitree LLM เป็นโอเพนซอร์ส ช่วยให้นักพัฒนาและพาร์ทเนอร์ต่อยอดได้โดยไม่ติดล็อก | การพึ่งพาข้อมูลคุณภาพสูงเพื่อฝึก AI ยังเป็นความท้าทายที่ยังไม่มีทางออกที่สมบูรณ์ |
| ได้รับมาตรฐาน IP68 พร้อมใช้งานได้จริงในสภาพแวดล้อมสุดขีด | ราคาของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังสูงเกินไปสำหรับการใช้งานในวงกว้างระดับ SME |
| ไลน์ผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้ง Quadruped และ Humanoid ตอบโจทย์หลากหลายอุตสาหกรรม | การขยายตัวในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น |
| วิสัยทัศน์ 4D มีเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ ไม่ใช่แค่การตลาด |
Unitree Robotics พิสูจน์แล้วว่าการมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น คือปัจจัยที่ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพจากหางโจวกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ทั้งโลกได้ในเวลาไม่ถึง 10 ปี ทั้งการครองตลาด 60–70% การพัฒนา AI โอเพนซอร์ส และการมุ่งแก้ปัญหางาน 4D ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างสอดคล้อง ไม่ใช่การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเทคโนโลยี
สำหรับองค์กรในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดำเนินธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมหนัก พลังงาน หรือโลจิสติกส์ นี่คือเวลาที่เหมาะสมในการศึกษาและทดลองนำ Unitree เข้ามาใช้ในโครงการนำร่อง โดยเฉพาะในงานตรวจสอบและบำรุงรักษาที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม ผ
