(กรุงเทพฯ – 20 พฤศจิกายน 2568) – สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. หรือ CAAT) ร่วมกับ สำนักงานการบินกองทัพอากาศ จัดการประชุมคณะทำงานเทคนิคด้านการบูรณาการอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aircraft System Integration Technical Working Group – UASI TWG) ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุม Cologne ชั้น 8 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามความคืบหน้าและพิจารณาแผนยุทธศาสตร์สำคัญในการบริหารจัดการโดรนของประเทศ โดยมีวาระสำคัญครอบคลุมทั้งมิติด้านความมั่นคง (Security), การจัดสรรห้วงอากาศ (Airspace), เทคโนโลยีระบุตัวตน (Remote ID) และระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม (UAS Portal)
การประชุมครั้งนี้มี นายฉัตรชัย ปั่นตระกูล ผู้จัดการฝ่ายมาตรฐานอากาศยานไร้คนขับ (กพท.) และ พลอากาศตรี วุฒิ น้อยเชี่ยวชาญวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานการบินกองทัพอากาศ ร่วมเป็นประธาน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม อาทิ กรมท่าอากาศยาน (ทย.), บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.), บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.), กสทช., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย โดยทางสมาคมฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วม ให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในมุมมองของผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะการพัฒนาระบบบริหารจัดการจราจรทางอากาศ (UTM) และแอปพลิเคชัน UAS Portal เพื่อให้ระบบมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการปฏิบัติงาน








ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ คือสถานการณ์ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยรูปแบบใหม่ หลังจากมีรายงานว่า DJI ได้ทำการปลดล็อกระบบ Geo-Fencing (ระบบกั้นพื้นที่บินอัตโนมัติ) ทั่วโลกแล้ว ซึ่งอาจส่งผลให้มีผู้ใช้งานบางส่วนนำโดรนไปบินอย่างไม่รับผิดชอบ หรือรุกล้ำพื้นที่หวงห้ามได้ง่ายขึ้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งพิจารณากฎหมาย Anti-Drone และการจัดตั้งศูนย์บัญชาการแห่งชาติ เพื่อปิดช่องโหว่และรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าวทันที
ประเด็นสำคัญจากการประชุม:
ยกระดับความมั่นคง
ปลดล็อกกฎหมาย Anti-Drone และการจัดตั้งศูนย์บัญชาการแห่งชาติ
พลิกโฉมท้องฟ้าไทย
แผนพัฒนาห้วงอากาศระดับต่ำเพื่อรองรับ Air Taxi และโดรนขนส่งสินค้า
เทคโนโลยีระบุตัวตน
โครงการ Remote ID เพื่อยืนยันตัวตนโดรน
ระบบ UAS Portal
บริการสำหรับผู้ใช้งานโดรนที่สามารถจดทะเบียนและขออนุญาตการบินออนไลน์
1. ยกระดับความมั่นคง: ปลดล็อกกฎหมาย Anti-Drone และการจัดตั้งศูนย์บัญชาการแห่งชาติ
ในวาระเรื่อง UAS Security and Airspace
ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการควบคุมและต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Counter-UAS) โดยมีการถอดบทเรียนจาก “สิงคโปร์โมเดล” ซึ่งเน้น 4 เสาหลัก ได้แก่:
- การสร้างกรอบกำกับดูแล
- การสื่อสารกับชุมชน
- การเฝ้าระวังและติดตาม
- การตอบสนองด้วยศูนย์ปฏิบัติการ (OCC) ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การปลดล็อก Geo-Fencing ของ DJI ซึ่งเปรียบเสมือนการปลด 'กำแพงล่องหน' ที่เคยช่วยป้องกันไม่ให้โดรนบินเข้าพื้นที่หวงห้ามโดยอัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้มาตรการป้องกันเชิงรับ (Soft Kill) จากผู้ผลิตลดบทบาทลง ส่งผลให้การจัดหาเทคโนโลยีต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Hard Kill/Jammer) และการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการระงับเหตุตามกฎหมายใหม่ กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งรัดดำเนินการ
การปลดล็อกกฎหมาย Anti-Drone ในสนามบิน: ประเด็นท้าทายสำคัญของประเทศไทยคือข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ. ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 ซึ่งกำหนดให้อุปกรณ์ต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Anti-Drone) เป็น “ยุทธภัณฑ์” ทำให้หน่วยงานพลเรือน เช่น ทอท. และ ทย. ไม่สามารถจัดหามาใช้งานได้โดยง่าย ที่ประชุมจึงได้ข้อสรุปและแนวทางแก้ไขดังนี้:
- ✅ ข้อยกเว้นทางกฎหมาย: ตามมาตรา 6 (2) ของ พ.ร.บ.ฯ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (เช่น ทอท.) และส่วนราชการ (เช่น ทย.) สามารถได้รับการพิจารณายกเว้นตามกฎกระทรวงให้ไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. นี้
- ✅ การดำเนินการ: หน่วยงานสนามบินสามารถยื่นขออนุญาตสั่งนำเข้าและครอบครองยุทธภัณฑ์ได้จาก “ปลัดกระทรวงกลาโหม”
- ✅ อำนาจการสกัดกั้น: แม้จะติดตั้งอุปกรณ์ได้ แต่กฎหมายปัจจุบันให้อำนาจการสกัดกั้นอากาศยานแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเท่านั้น หากจะให้เจ้าหน้าที่พลเรือนดำเนินการได้ อาจจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายรองรับในอนาคต
- ✅ บทบาท กพท.: กพท. ยินดีสนับสนุนและให้คำปรึกษาในการติดตั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าคลื่นสัญญาณจาก Anti-Drone จะไม่รบกวนระบบการเดินอากาศของเครื่องบินพาณิชย์
การจัดตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการ ควบคุม และต่อต้านอากาศยานไร้คนขับแห่งชาติ”
เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างพลเรือนและทหาร (Civil-Military Cooperation) ที่ประชุมได้รับทราบแผนการจัดตั้งศูนย์ฯ ดังกล่าว (National Counter-UAS Center) โดยมีโครงสร้างภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีหรือผู้บัญชาการทหารอากาศ แผนงานแบ่งเป็น:
- ✅ ระยะเร่งด่วน (1-3 เดือน): จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการฯ
- ✅ ระยะยั่งยืน (9-12 เดือน): จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเต็มรูปแบบ เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย เฝ้าระวัง และสั่งการตอบโต้ภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ
2. พลิกโฉมท้องฟ้าไทย: แผนพัฒนาห้วงอากาศระดับต่ำ (Low-Level Airspace)
ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดความชัดเจนในการกำหนดนิยามและขอบเขตของห้วงอากาศระดับต่ำ (Low-Level Airspace) ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการหลักของอากาศยานไร้คนขับ ส่งผลกระทบต่อการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Air Taxi หรือ โดรนขนส่งสินค้า
ที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการจัดทำ “แผนพัฒนาห้วงอากาศระดับต่ำของประเทศไทย” ซึ่ง กพท. จะรับไปดำเนินการบรรจุเป็นแผนยุทธศาสตร์องค์กร โดยมีเป้าหมายเพื่อ:
- ✅ สร้างความชัดเจนของพื้นที่ (Zoning) และความสูง (Altitude) ในการใช้งาน
- ✅ กำหนด UAM Corridor (ช่องทางบินสำหรับอากาศยานขนส่งในเมือง) ที่ความสูงประมาณ 600 – 6,500 ฟุต แยกจากอากาศยานไร้คนขับทั่วไปที่บินต่ำกว่า 400 ฟุต
- ✅ บูรณาการร่วมกับระบบจัดการจราจรทางอากาศ (ATM) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
คาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษา ร่างแผน และทำประชาพิจารณ์รวมประมาณ 1 ปี ก่อนจะมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อรองรับเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low Altitude Economy) ในอนาคต
3. เทคโนโลยีระบุตัวตน: โครงการ Remote ID (UASI-ST-01-01)
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือความคืบหน้าโครงการศึกษาการนำระบบ Remote ID มาใช้ในประเทศไทย
ซึ่งเปรียบเสมือน "ป้ายทะเบียนดิจิทัล" ที่ระบุตัวตนและตำแหน่งของอากาศยานไร้คนขับขณะทำการบิน เพื่อความปลอดภัยและการพิสูจน์ทราบฝ่าย (Friend or Foe)
สาระสำคัญของแนวทางการกำกับดูแล:
- ✅ มาตรฐานเทคโนโลยี: กพท. ได้ศึกษามาตรฐานสากล (ASTM F3411-22a, ASD-STAN) และเตรียมกำหนดมาตรฐานกลางของไทย ซึ่งอาจรองรับหลายมาตรฐานเพื่อให้สอดคล้องกับผู้ผลิตทั่วโลก
ประเภทอุปกรณ์:
- ✅ Built-in Remote ID: ติดตั้งมาพร้อมตัวเครื่อง (เช่น DJI Mavic 3 Pro, โดรนเกษตร DJI T30) ซึ่งโดรนในตลาดไทยจำนวนมากมีระบบนี้อยู่แล้วเพียงแต่ยังไม่ถูกเปิดใช้งาน (Activate) ตามกฎหมาย
- ✅ Module Remote ID: อุปกรณ์เสริมสำหรับติดตั้งภายนอก มีทั้งแบบ Network (ใช้ซิมการ์ดส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต) และแบบ Broadcast (ส่งสัญญาณผ่าน WiFi/Bluetooth) เช่น Dronetag หรือ Heron
เครื่องมือตรวจสอบ (Monitoring Tools):
- ✅ จะมีการพัฒนา Application บนมือถือ (คล้าย FlightRadar24 สำหรับโดรน) ให้เจ้าหน้าที่และประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบอากาศยานไร้คนขับที่บินในพื้นที่ได้ รวมถึงการใช้อุปกรณ์ Handheld และการตั้งเสารับสัญญาณ (Antenna) ในพื้นที่ความมั่นคงสูง
Geographical Zones:
- ✅ จะมีการกำหนดพื้นที่บังคับใช้ (U-Space / Geo-Zones) ซึ่งอากาศยานไร้คนขับที่จะบินเข้าพื้นที่เหล่านี้ ต้อง มีการส่งสัญญาณ Remote ID มิฉะนั้นจะไม่สามารถบินเข้าได้ (Geofencing)
4. ยุคใหม่ของการเกษตรและบริการ: ระบบ UAS Portal เต็มรูปแบบ (UASI-ST-01-02)


ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าของ UAS Portal
แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ กพท. พัฒนาขึ้นเพื่อเป็น One-Stop Service สำหรับผู้ใช้งานอากาศยานไร้คนขับ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรและผู้ใช้งานทั่วไป
สถิติที่น่าสนใจ (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2568):
- 🔹 103,906 ราย: ผู้ขึ้นทะเบียนผู้บังคับอากาศยานไร้คนขับแล้ว
- 🔹 72,064 ลำ: จำนวนอากาศยานจดทะเบียนในระบบ (แบ่งเป็นขนาดเล็ก <25 กก. 84% และขนาดใหญ่ >25 กก. 16%)
สัดส่วนการใช้งาน:
ความสามารถของ UAS Portal:
- ✅ ขึ้นทะเบียนและจดทะเบียน: ดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ 100% ทราบผลทันที (สำหรับขนาดเล็ก)
- ✅ ขออนุญาตทำการบิน (Flight Authorization): เปิดใช้งานผ่าน Application แล้วตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ผู้ใช้งานสามารถยื่นขออนุญาต ตรวจสอบพื้นที่ห้ามบิน และรับใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ (E-License) ได้ทันที
- ✅ การบูรณาการข้อมูล: ปัจจุบัน กพท. ได้เชื่อมต่อระบบกับ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ในสนามบินนำร่องภาคเหนือและอีสาน, และอยู่ระหว่างการเชื่อมต่อกับ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.), ทอท., และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อลดขั้นตอนกระดาษและระยะเวลาการพิจารณา
บทสรุปและก้าวต่อไป
การประชุม UASI TWG ครั้งที่ 2/2568 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินสมัยใหม่ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digitalization) ทั้งระบบลงทะเบียนและระบบอนุญาตการบิน รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายความมั่นคง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับได้อย่างยั่งยืน ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องกับแผนแม่บทห้วงอากาศแห่งชาติและมาตรฐานสากล ICAO
สำหรับผู้ใช้งานอากาศยานไร้คนขับ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “UAS Portal” ได้แล้ววันนี้ทั้งระบบ iOS และ Android หรือใช้งานผ่านเว็บไซต์ uasportal.caat.or.th เพื่อเข้าถึงบริการภาครัฐที่สะดวกรวดเร็วและไม่มีค่าใช้จ่าย
เรียบเรียงข้อมูลจาก: บันทึกการประชุมและเอกสารประกอบการประชุมคณะทำงาน UASI TWG ครั้งที่ 2/2568 (20 พ.ย. 2568)
ติดตามข่าวสารความขัดแย้ง ไทย – กัมพูชาและเทคโนโลยีโดรนต่างต่าง ๆ ได้ที่ https://droneth.or.th/drone-border-tension/
หรือ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : LINE @droneth
