เข้าสู่ช่วง ต้นปี 2026 เทคโนโลยีโดรนในประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การบินถ่ายภาพวิวสวยๆ อีกต่อไป เราเริ่มเห็นโดรนส่งของ (Delivery Drone) โดรนเพื่อการเกษตรขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งการทดสอบโดรนโดยสาร (Passenger Drone) ในบางพื้นที่ ความก้าวหน้านี้มาพร้อมกับการกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้น
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกข้อกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ และสิ่งที่ต้องเตรียมตัว “แบบละเอียด” อ้างอิงจากประกาศล่าสุดของ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. หรือ CAAT) และ สำนักงาน กสทช. เพื่อให้คุณบินได้อย่างมืออาชีพ ปลอดภัย และไม่เสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายครับ
1. การขึ้นทะเบียน: กฎเหล็กที่ "ห้ามพลาด"
หลายคนยังเข้าใจผิดเรื่องการขึ้นทะเบียน ในปี 2026 กฎหมายยังคงยึดหลักการสำคัญ: “มีกล้อง หรือ หนักเกิน 2 กิโล ต้องขึ้นทะเบียน” แต่มีรายละเอียดที่ลึกกว่านั้นที่ต้องทราบ:
ใครบ้างที่ต้องขึ้นทะเบียน?
โดรนติดกล้อง (Camera Drone): ไม่ว่าตัวจะเล็กแค่ไหน (เช่น DJI Mini ซีรีส์) ถ้ายัดใส่กระเป๋ากางเกงได้แต่ “มีกล้อง” ต้องขึ้นทะเบียนทุกกรณี
โดรนน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม: แม้จะไม่มีกล้อง (เช่น โดรนบังคับวิทยุรุ่นเก่า หรือโดรนบรรทุกของ) ต้องขึ้นทะเบียน
โดรนขนาดใหญ่พิเศษ (เกิน 25 กิโลกรัม): กลุ่มโดรนเกษตรขนาดใหญ่ หรือโดรนอุตสาหกรรม ต้องขออนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มเติม
ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน (ต้องทำทั้ง 2 ที่)
การบินโดรนในไทยต้องผ่าน 2 ด่านสำคัญ (ขาดอันใดอันหนึ่งถือว่าผิดกฎหมาย):
ด่านที่ 1: กสทช. (NBTC) – ขึ้นทะเบียนเครื่อง (Possession)
เป็นการลงทะเบียน “การครอบครองเครื่องวิทยุคมนาคม”
เอกสาร: รูปถ่าย Serial Number, บัตรประชาชน, แบบคำขอ คท.30/คท.32
ดำเนินการ: ผ่านระบบ AnyRegis หรือสำนักงาน กสทช. เขต
ระวัง: ต้องดำเนินการภายใน 30 วันนับจากได้เครื่องมา
ด่านที่ 2: CAAT (กพท.) – ขึ้นทะเบียนคนขับ (Controller/Pilot)
เป็นการลงทะเบียน “ผู้บังคับโดรน” (เสมือนทำใบขับขี่)
เอกสาร: กรมธรรม์ประกันภัยโดรน, บัตรประชาชน
ดำเนินการ: ผ่านระบบ UAS Portal (https://uasp.caat.or.th)
อายุใบอนุญาต: 2 ปี (ต้องต่ออายุเมื่อหมด)
2. เงื่อนไขการบินและมาตรฐานความปลอดภัย (Flight Operations)
เมื่อทะเบียนพร้อม ประกันพร้อม การนำโดรนขึ้นฟ้าในช่วงต้นปี 2026 ต้องปฏิบัติตามกฎการบินอย่างเคร่งครัด:
ข้อจำกัดด้านพื้นที่ (Zoning)
สนามบิน (Airport): ห้ามบินในรัศมี 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) จากสนามบินเด็ดขาด นี่คือพื้นที่อันตรายสูงสุด (Red Zone)
สถานที่ราชการ/ความมั่นคง: ห้ามบินเหนือเขตพระราชฐาน (รัศมี 19 กม.), ค่ายทหาร, โรงพยาบาล, ทำเนียบรัฐบาล, รัฐสภา และสถานีตำรวจ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือ
พื้นที่ชุมชน (Urban/Crowds): ห้ามบินเหนือเมือง หมู่บ้าน หรือที่มีคนรวมตัวกันหนาแน่น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุโดรนตกใส่ฝูงชน
ข้อจำกัดด้านการบิน (Flight Parameters)
ความสูง (Altitude): ห้ามเกิน 90 เมตร (300 ฟุต) จากพื้นดิน
เวลา (Time): อนุญาตเฉพาะช่วง พระอาทิตย์ขึ้น – พระอาทิตย์ตก (Daylight only) การบินกลางคืนต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ
ระยะสายตา (VLOS): ต้องมองเห็นโดรนด้วยตาเปล่าตลอดเวลา ห้ามบินโดยดูแต่จอภาพ (FPV) ในระยะไกลจนมองไม่เห็นตัวลำ
ระยะห่างปลอดภัย:
โดรน < 2 กก.: ห่างจากคน/สิ่งปลูกสร้าง 30 เมตร
โดรน > 2 กก.: ห่างจากคน/สิ่งปลูกสร้าง 50 เมตร
3. ประกันภัยโดรน (Insurance): เรื่องจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก
กฎหมายบังคับให้โดรนที่ขึ้นทะเบียนต้องมีประกันภัย ซึ่งต้องครอบคลุมเงื่อนไขดังนี้:
ประเภท: ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Third Party Liability)
วงเงินคุ้มครอง: ต้องไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ต่อครั้ง
ความสำคัญ: หากโดรนของคุณตกใส่รถหรู หรือทำคนบาดเจ็บ ประกันตัวนี้จะเป็นตัวช่วยรับผิดชอบค่าเสียหายแทนคุณ หากไม่มีประกัน CAAT จะไม่ออกใบอนุญาตให้
4. ความเป็นส่วนตัว (PDPA) และมารยาทในการบิน
ในยุค PDPA เข้มข้น การบินโดรนต้องระวังเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล:
ห้ามสอดแนม: การบินเหนือบ้านคนอื่นในระยะต่ำจนรบกวน หรือถ่ายภาพติดกิจกรรมส่วนตัวภายในบ้าน ถือว่าผิดกฎหมาย
การเผยแพร่ภาพ: หากภาพหรือวิดีโอที่ถ่ายมาติดใบหน้าบุคคลอื่นชัดเจน และนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม อาจถูกฟ้องร้องตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้
5. บทลงโทษ (Penalties)
กฎหมายโดรนมีโทษทั้งจำและปรับ และแบ่งตามฐานความผิด:
มีโดรนแต่ไม่ขึ้นทะเบียน กสทช.: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท (โทษหนักเพราะเกี่ยวกับ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม)
บินโดยไม่มีใบอนุญาต CAAT: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท
บินในเขตห้ามบิน/ก่อให้เกิดอันตราย: โทษจำคุกและปรับตามระดับความรุนแรง และอาจถูกเพิกถอนสิทธิ์การบินถาวร
6. จับตาทิศทางโดรนไทย ตลอดปี 2026
กฎหมายสำหรับโดรนขนาดใหญ่: จะมีความชัดเจนมากขึ้นสำหรับการขออนุญาตบินโดรนที่มีน้ำหนักเกิน 25 กก. โดยเฉพาะในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม
ระบบ UTM (UAS Traffic Management): ประเทศไทยกำลังพัฒนาระบบจัดจราจรทางอากาศสำหรับโดรน เพื่อรองรับการบินจำนวนมากในอนาคต (เช่น โดรนส่งของ)
การผ่อนปรนเพื่อการเกษตร: รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน Smart Farming ทำให้ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนโดรนเกษตร (เพื่อพ่นยา/หว่านปุ๋ย) สะดวกและรวดเร็วขึ้น รวมถึงมีมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมในบางโครงการ
Q&A ปัญหาคาใจนักบินโดรน
รวมคำถามยอดฮิต อัปเดตล่าสุดปี 2026
ต้องขึ้นทะเบียนครับ! กฎหมายนับที่ตัวอุปกรณ์เป็นหลัก หากโดรนของคุณ "มีกล้อง" หรือ "หนักเกิน 2 กก." ต่อให้บินในห้องนอนหรือรั้วบ้าน ก็ถือว่าเข้าข่ายต้องขึ้นทะเบียนทั้ง กสทช. และ CAAT ครับ เพราะคลื่นสัญญาณสามารถรบกวนภายนอกได้
ต้องทำครับ! กฎหมายไทยต่างจากต่างประเทศตรงที่ยึดเงื่อนไข "การติดตั้งกล้อง" เป็นสำคัญ ต่อให้น้ำหนักเบาแค่ไหน แต่ถ้ามีกล้องถ่ายภาพได้ ต้องขึ้นทะเบียนทั้ง 2 หน่วยงานครับ (ยกเว้นเป็นโดรนของเล่นไม่มีกล้องและหนักไม่เกิน 2 กก. ถึงจะไม่ต้องขึ้น)
ได้ครับ แต่ต้องวางแผนล่วงหน้า เพราะต้องขอ "ขึ้นทะเบียนชั่วคราว" (Temporary Registration) ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการ แนะนำให้ติดต่อ กสทช. หรือตัวแทนดำเนินการก่อนเดินทาง หากนำเข้ามาบินโดยไม่แจ้ง จะมีความผิดตามกฎหมายไทยครับ
ไม่ได้เด็ดขาดครับ! กรมธรรม์ประกันภัยเป็นเงื่อนไขสำคัญของใบอนุญาตผู้บังคับโดรน หากประกันขาด = ใบอนุญาตสิ้นสุดทันที หากเกิดอุบัติเหตุช่วงนี้คุณจะต้องรับผิดชอบเองทั้งหมดและมีความผิดทางกฎหมายด้วยครับ
แนะนำให้ใช้แอปพลิเคชันหรือตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ของ CAAT เป็นหลักครับ หรือแอปฯ มาตรฐานโลกอย่าง AirMap ก็ใช้ได้ดี แต่ต้องตรวจสอบร่วมกับประกาศพื้นที่ห้ามบิน (No-Fly Zone) ของไทยเสมอ โดยเฉพาะเขตพระราชฐานและเขตทหารครับ
📚 แหล่งข้อมูลอ้างอิงและบริการภาครัฐ
-
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)
-
สำนักงาน กสทช. (NBTC)
-
เอกสารและคู่มือที่ควรรู้
