태국 드론 협회

สมัครสมาชิก☰

Robbyant เปิด LingBot-VLA 2.0 โมเดลหุ่นยนต์ 6B แบบโอเพนซอร์สที่ย้ายงานข้ามแพลตฟอร์มได้

ถ้าปัญหาของหุ่นยนต์คือการทำให้ “แขนคนละแบบ” เข้าใจงานเดียวกัน ข่าวของ LingBot-VLA 2.0 ก็น่าจะถูกใจคนทำระบบอัตโนมัติพอสมควร เพราะโมเดลนี้ไม่ได้มองแค่ว่าหุ่นยนต์ตัวไหนทำงานอะไรได้ แต่พยายามสร้างภาษากลางให้หุ่นยนต์หลายรูปแบบคุยกับโมเดลเดียวกันได้

LingBot-VLA 2.0 จาก Robbyant
ภาพ: Robbyant

โมเดลหลักคือ VLA สำหรับ cross-embodiment

LingBot-VLA 2.0 เป็นโมเดล 6B แบบ open-source ที่ทำงานในกรอบ vision-language-action

มันรับภาพจากกล้องกับคำสั่งภาษา แล้วแปลงเป็นแอ็กชันของหุ่นยนต์ จุดขายสำคัญคือความสามารถแบบ cross-embodiment หรือการย้ายความเข้าใจจากหุ่นยนต์ชนิดหนึ่งไปยังอีกชนิดหนึ่ง

Robbyant ระบุว่ารุ่นนี้ต่อยอดจากเวอร์ชันก่อนในสามด้านคือ generalization, action space ที่กว้างขึ้น และ predictive dynamics

เรื่องใหญ่ไม่ใช่แค่โมเดล แต่คือ data pipeline

ตัวเลขที่สะดุดตาคือการฝึกด้วยข้อมูล pre-training ราว 60,000 ชั่วโมง

ข้อมูลชุดนี้มาจาก robot trajectories ประมาณ 50,000 ชั่วโมง และ egocentric human videos อีก 10,000 ชั่วโมง ครอบคลุมหุ่นยนต์ถึง 20 configuration

จุดนี้ชี้ว่าโมเดลไม่ได้เก่งเพราะสถาปัตยกรรมอย่างเดียว แต่เก่งเพราะ pipeline คัดข้อมูลและจัดรูปแบบข้อมูลมาดีมาก

ข้อมูลถูกกรองด้วยหลายชั้น เช่น jerk, velocity, acceleration, การเทียบกับ URDF ของหุ่นยนต์ การกรองภาพเบลอ การตรวจ multi-view misalignment และการประมวลผล egocentric clip ด้วย SLAM และ MANO hand-pose reconstruction

55 มิติที่ใช้แทนสภาพและการกระทำ

LingBot-VLA 2.0 ใช้ canonical vector ขนาด 55 มิติ เพื่อแทนทั้ง state และ action แบบเดียวกันทุก embodiment

นี่เป็นจุดสำคัญในเชิงระบบ เพราะถ้าแต่ละแขนแต่ละฐานแยกภาษากันคนละชุด โมเดลเดียวจะขยายไปสู่หลายแพลตฟอร์มได้ยาก

ในทางปฏิบัติ รูปแบบนี้ช่วยให้หุ่นยนต์ที่ไม่มีบางส่วน เช่น ไม่มีมือ dexterous หรือไม่มีฐานเคลื่อนที่ ยังใช้โมเดลชุดเดียวกันได้โดย pad ช่องที่ไม่มีข้อมูล

โมเดลยังมีเทคนิคเสริมที่เน้นการเดาอนาคตให้แม่นขึ้น

รุ่นนี้ไม่ได้มองแค่ภาพปัจจุบัน แต่เพิ่ม learnable queries สองตัวเพื่อบังคับให้โมเดลเข้าใจทั้งสภาพตอนนี้และสภาพในอนาคต

อีกด้านคือการใช้ Mixture-of-Experts ใน action expert เพื่อลดต้นทุนการคำนวณขณะยังคุมความสามารถไว้ได้

Robbyant ยังรายงานเวลาประมวลผลประมาณ 130 ms ต่อ inference call บน NVIDIA GeForce RTX 4090D โดยใช้ 10 denoising steps

ประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่คำตอบของทุกงาน

บททดสอบของ Robbyant ชี้ว่าความสามารถดีขึ้นในงาน generalist หลายชุด โดยเฉพาะงานที่ต้องรับรู้ตำแหน่งวัตถุและจัดการลำดับการเคลื่อนไหวระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ตัวรายงานเองก็สะท้อนความจริงว่าในบางงานยังมีช่องว่างระหว่าง progress score กับ success rate อยู่ ซึ่งแปลว่าโมเดลอาจเดินงานได้ใกล้เป้าหมาย แต่ยังพลาดตอนวางตำแหน่งสุดท้ายหรือปล่อยชิ้นงาน

ข้อควรระวัง: โอเพนซอร์สไม่ได้แปลว่าพร้อมใช้งานในโรงงานทันที

แม้ชื่อจะฟังเข้าถึงง่าย แต่ผู้ใช้จริงต้องระวังสามเรื่อง

อย่างแรก การฝึกข้อมูลจำนวนมากช่วยให้โมเดลทนต่อความหลากหลายได้ดีขึ้น แต่ไม่รับประกันว่าจะเข้าใจงานพิเศษในโรงงานไทยที่มี fixture, แสง, หรืออุปกรณ์เฉพาะทาง

อย่างที่สอง การติดตั้งต้องใช้ระบบ inference ที่พอเหมาะ และในรายงานยังอ้างสภาพแวดล้อมระดับฮาร์ดแวร์แรงพอสมควร

อย่างที่สาม ถ้านำไปใช้กับงานหยิบจับในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมจริง ต้องประเมินความปลอดภัยร่วมกับอุปกรณ์เดิม ไม่ใช่ดูแค่ความแม่นของโมเดล

ผลต่อการใช้งานจริงในสายผลิต

อีกมุมที่ควรอ่านจาก LingBot-VLA 2.0 คือมันช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างงานวิจัยกับงานติดตั้งจริงได้บางส่วน เพราะโมเดลเดียวกันถูกวางให้คุมหลาย embodiment ได้โดยใช้ representation กลางเดียวกัน สำหรับทีมไทยที่ต้องดูแลหุ่นยนต์ต่างยี่ห้อในไซต์เดียวกัน นี่หมายความว่า workflow ฝั่ง software อาจไม่ต้องแตกเป็นคนละชุดทั้งหมด ถ้าข้อมูล state/action ถูกจัดรูปแบบดีพอ

ในเชิงธุรกิจ การมีตัวเลือกแบบนี้ทำให้โรงงานไทยอาจเริ่มจาก use case เล็ก ๆ ก่อน เช่น หยิบจับซ้ำ ๆ, ย้ายชิ้นงาน, หรือปรับขบวนการแพ็กของ แล้วค่อยขยายไปงานที่ซับซ้อนกว่า จุดสำคัญคือการลดต้นทุน pilot ให้เหลือระดับที่องค์กรกล้าทดลอง ไม่ใช่รอโปรเจกต์ใหญ่ทีเดียว

แต่เพื่อให้ได้ประโยชน์จริง ผู้ติดตั้งในไทยต้องมีมาตรฐานข้อมูลหน้างานที่เข้ม เช่น ตั้งชื่อสถานะให้ตรงกัน, เก็บ log คุณภาพดี, และควบคุม calibration ของกล้องกับแขนกลให้เสถียร ถ้าข้อมูลต้นทางเลอะ ต่อให้โมเดลเปิดให้ใช้ฟรีก็ไม่ได้แปลว่าจะใช้งานได้คุ้ม

ความหมายต่อผู้ประกอบการ/ผู้ใช้งานไทย

มุมไทยของ LingBot-VLA 2.0 คือเรื่อง “ต้นทุนเริ่มต้น”

ธุรกิจไทยจำนวนมากอยากลองหุ่นยนต์ แต่ติดตรงราคาก้อนแรกและค่าทดลองหลายรอบ หากมีโมเดล open-source ที่ทำ cross-embodiment ได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการไทยอาจเลือกใช้แขนกลหรือฐานเคลื่อนที่ที่มีอยู่แล้วมาทดลองต่อยอด แทนที่จะต้องซื้อระบบใหม่ทั้งชุด

สำหรับผู้รับเหมาและ integrator ในไทย นี่อาจเป็นโอกาสสร้างบริการติดตั้ง ปรับจูน และดูแลซอฟต์แวร์ให้กับโรงงานขนาดกลางที่ยังไม่พร้อมลงทุนกับแบรนด์ตะวันตกที่แพงกว่า

แต่ถ้าเลือกใช้เพราะถูกอย่างเดียว อาจเจอปัญหาซอฟต์แวร์และความเสถียรตอนผลิตจริงได้ง่าย ดังนั้นการวัดผลควรดูทั้งความแม่น ความเร็ว การเชื่อมต่อกับเครื่องเดิม และค่าใช้จ่ายตลอดอายุระบบ

위로 스크롤