จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการตรวจพบการใช้อากาศยานไร้คนขับรูปแบบใหม่ ล่าสุด "นายกสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย" ได้ออกมาให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าจับตามอง โดยระบุว่าภัยคุกคามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นยุทธวิธีทางจิตวิทยาที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล
เจาะลึก "เขี้ยวเล็บใหม่" เพื่อนบ้าน: FPV Suicide Drone
จากการวิเคราะห์เศษซากและพฤติกรรมการบิน นายกสมาคมฯ ได้จำแนกภัยคุกคามทางอากาศออกเป็น 2 ประเภทหลักที่กองทัพและประชาชนต้องรู้ทัน:
- โดรนสอดแนม (Surveillance): มักบินที่ความสูงประมาณ 100 เมตรขึ้นไป เพื่อถ่ายภาพ จับพิกัดความร้อน และชี้เป้าให้หน่วยปืนใหญ่
- โดรนพลีชีพแบบพุ่งชน (FPV Kamikaze): นี่คือ "ตัวอันตราย" ที่ถอดแบบมาจากสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน เป็นโดรนราคาถูกแต่ทำลายล้างสูง บินด้วยความเร็วเข้าพุ่งชนเป้าหมาย มีรัศมีทำลายล้างหวังผล 1-4 เมตร และสร้างสะเก็ดระเบิดไกลกว่า 5 เมตร
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: "สงครามประสาท" คือเป้าหมายที่แท้จริง
"วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการใช้โดรนพลีชีพ ไม่ใช่แค่การหวังผลทางยุทธวิธี แต่คือการก่อ 'สงครามประสาท' (Psychological Warfare) เพื่อสร้างความหวาดผวาให้คนในพื้นที่ตื่นตระหนกทุกครั้งที่ได้ยินเสียงใบพัด นี่คือสิ่งที่น่ากลัวกว่าตัวระเบิดเองเสียอีก"
태국 무인항공기 협회 회장
จับพิรุธ "นักบินต่างชาติ" และวิธีสังเกตโดรนนักฆ่า
- ไม่ใช่ฝีมือคนพื้นที่: มีข้อสังเกตจากคำสั่งเสียงภาษาอังกฤษและเทคนิคการบินชั้นสูง ว่าอาจมีการจ้าง "ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ" (Mercenaries) เข้ามาควบคุมโดรนเหล่านี้
- จุดสังเกตสำคัญ: โดรน FPV มักจะมี ไฟกะพริบสีแดงหรือเขียว และมีพฤติกรรมการบินในระดับต่ำ (Low Altitude) เพื่อหลบหลีกการตรวจจับ ต่างจากโดรนสอดแนมที่บินสูงและนิ่งกว่า
บทสรุปและคำแนะนำ
นายกสมาคมโดรนฯ ย้ำว่า แม้เทคโนโลยีฝ่ายตรงข้ามจะดูน่ากังวล แต่หากเรารู้ทัน "สงครามประสาท" และมีสติ ไม่ตื่นตูมไปกับคลิปปั่นกระแส (Fake News) ที่ถูกปล่อยออกมา เราก็จะสามารถรับมือได้ โดยทางฝ่ายความมั่นคงไทยเองก็ได้ปรับยุทธวิธีและเตรียมเทคโนโลยีต่อต้าน (Anti-Drone) ไว้พร้อมแล้วสำหรับทุกสถานการณ์
