ทุกเอเจนต์ที่เขียนโค้ดต้องมีที่รันโค้ด และในปี 2026 “ที่รัน” ไม่ได้เป็นแค่เครื่องหลังบ้านธรรมดาอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นหมวดสินค้าเต็มตัวที่แข่งกันด้วย cold start, การคิดราคาแบบต่อวินาที และนโยบายเครือข่ายที่ต่างกันแบบมีนัยสำคัญ
บทความต้นฉบับของ MarkTechPost ชี้ชัดว่าการดู feature matrix แบบผิวเผินแทบไม่ช่วยอะไร สิ่งที่เปลี่ยน architecture จริงมีไม่กี่เรื่อง: เวลาเริ่มต้น, ราคาที่คิดตามหน่วยเวลา, การเก็บ filesystem ระหว่าง turn, และกติกา network policy ที่อาจทำให้พฤติกรรมของเอเจนต์เปลี่ยนไปทั้งชุด
ตารางเปรียบเทียบ 5 ผู้ให้บริการ
| ผู้ให้บริการ | Cold start | ราคาที่ source เปิดเผย | Network policy |
|---|---|---|---|
| E2B | ราว 150ms | ไม่ระบุเป็นตัวเลขตรงใน source excerpt | allow rules ชนะ deny rules และ blocked TCP อาจดูเหมือนต่อสำเร็จ |
| Daytona | ต่ำกว่า 90ms | ไม่ระบุเป็นตัวเลขตรงใน source excerpt | ไม่ระบุใน source excerpt |
| Modal Sandboxes | ต่ำกว่า 1 วินาที สำหรับ pre-cached containers | ไม่ระบุเป็นตัวเลขตรงใน source excerpt | ไม่ระบุใน source excerpt |
| Cloudflare Sandbox SDK | ไม่ระบุใน source excerpt | active-CPU line เหลือ $1.20 ใน scenario ที่บทความคำนวณไว้ | outbound handlers อยู่ใน Workers runtime และใช้ bindings ได้ |
| Vercel Sandbox | ไม่ระบุใน source excerpt | CPU line เหลือ $2.13 ใน scenario ที่บทความคำนวณไว้ | denied ranges ชนะ allowed ranges และ firewall อยู่ฝั่ง host |
ทำไมตัวเลขไม่เท่ากันจึงสำคัญกว่าอันดับ
บทความต้นฉบับย้ำว่า vendor claim เหล่านี้ไม่ค่อยเทียบกันตรง ๆ ได้ เพราะบางเจ้าพูดถึง sandbox creation, บางเจ้าพูดถึง API acknowledgment และบางเจ้าพูดถึง first executed command ที่ต่างจุดกัน ตัวเลขที่น่าเชื่อที่สุดจึงมาจาก benchmark แบบเปิดที่วัด Time to Interactive หรือ TTI From create() ไปจนถึงคำสั่งแรกที่สำเร็จ
benchmark ที่ผู้เขียนใช้ยังตั้งเงื่อนไขชัดเจน เช่น host 4 vCPU ใน Northern Virginia, รัน 100 รอบแบบ concurrent burst และใช้ unit of work ที่มีความหมายจริง ไม่ใช่แค่ echo hello เพราะเอเจนต์ที่ใช้งานจริงต้องติดตั้งไลบรารี อ่าน CSV วาดกราฟ และส่งไฟล์ผลลัพธ์กลับมา
ราคาไม่ได้คือราคาจริงเสมอ
อีกประเด็นที่ source เน้นคือ “rates are not costs” เพราะถ้า workload มีช่วง idle หนัก ๆ บางผู้ให้บริการจะได้เปรียบมากเมื่อ suspend ได้ แต่ถ้าคุณถือ sandbox ไว้ตลอดเพื่อรอผู้ใช้กลับมาพิมพ์ต่อ ต้นทุนจริงจะเปลี่ยนทันที บทความยกตัวอย่างว่าใน scenario ที่คำนวณแบบ idle-heavy ตัวเลขของ Vercel ขยับจาก $3.20 ลงมา $2.13 ขณะที่ Cloudflare ลงมา $1.20
อีกจุดที่น่าจับตาคือ E2B มี pause/resume overhead ราว 17 วินาทีสำหรับ sandbox ขนาด 4 GiB ดังนั้นการ suspend จะคุ้มก็ต่อเมื่อช่วงว่างระหว่าง turn ยาวพอ ไม่ใช่แค่เผลอหยุดสั้น ๆ แล้วค่อยกลับมา เพราะ overhead อาจกินกำไรไปหมด
เครือข่ายคือจุดที่คนชอบพลาด
บทความนี้พยายามเตือนว่า network policy ไม่ใช่รายละเอียดเล็ก ๆ เพราะมันเปลี่ยนความหมายของการตั้งค่าไปเลย E2B and Vercel มีลำดับ precedence ตรงข้ามกัน: ฝั่งหนึ่งให้ allow ชนะ deny ส่วนอีกฝั่งให้ deny ชนะ allow ถ้าพอร์ต policy ข้ามค่ายไปโดยไม่เขียนใหม่ ความหมายจะเปลี่ยนทันที
ยังมีอีกเรื่องที่คนทำระบบทดสอบมักมองข้าม คือการเช็กว่า egress ถูกบล็อกจริงหรือไม่ E2B ระบุว่าบางครั้ง connection จากใน sandbox ดูเหมือนต่อได้สำเร็จ ทั้งที่แพ็กเก็ตจริงไม่ไปถึงปลายทาง ดังนั้นการทดสอบด้วยแค่ connect() ไม่พอ ต้องดู application-level response เช่น HTTP status หรือ TLS handshake
ความหมายต่อผู้ประกอบการ/ผู้ใช้งานไทย
สำหรับทีมไทยที่ทำ agent เพื่อเขียนโค้ดหรือทำงานหลังบ้าน ความต่างของ sandbox ไม่ได้เป็นเรื่องเล็ก เพราะมันกระทบทั้งเวลาเปิดงาน, ค่าใช้จ่ายต่อคำขอ และความปลอดภัยของ credential ถ้า sandbox ของคุณช้าในจังหวะที่ผู้ใช้รอ จะเสีย UX ทันที แต่ถ้ามันเปิดเร็วแต่ network policy สับสน ก็เสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่ว
ในมุมของสมาคมโดรนไทย เรามองว่าธุรกิจไทยจำนวนมากยังชอบเลือกจากราคาหรือชื่อผู้ให้บริการมากกว่าดูพฤติกรรมจริงของระบบ ตารางนี้ชี้ว่าควรเริ่มจากคำถามว่า sandbox ของคุณต้อง idle นานแค่ไหน, ต้องเก็บไฟล์ข้าม turn ไหม, และต้องคุมการออกเน็ตในระดับใด มากกว่าดูแค่สเปกหน้าเว็บ
ข้อควรระวังคือ source เองไม่ได้เปิดตัวเลขครบทุกเจ้าในมิติเดียวกัน ดังนั้นถ้าจะเอาไปตัดสินใจซื้อจริง ควรยืนยันตัวเลขกับเอกสารทางการล่าสุดของแต่ละผู้ให้บริการก่อน โดยเฉพาะเรื่อง pricing และ network behavior ที่มักต่างตาม region และ configuration
